ร่วมสืบสานตำนานชนเผ่า อาสาพัฒนา สำนึกรักบ้านเกิด เรื่องราววิถีชีวิตพึ่งพา บันทึกและถ่ายทอดโดย " คนศรีตระกูล " (เพราะโลกคือการแบ่งปัน)

"พญานาค" (อัศจรรย์วันออกพรรษา 2554)

22 สิงหาคม 2559

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าพนมดงรัก > "ทุ่งกะบาลกะไบ + น้ำตกสามหลั่น" ตำบลบักดอง อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ



เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าพนมดงรัก  "ทุ่งกะบาลกะไบ + น้ำตกสามหลั่น"


  

โดยพระราชกฤษฎีกากำหนดให้พื้นที่ในเขตท้องที่ตำบลบักดอง อำเภอขุนหาญและตำบลละลาย ตำบลบึงมะลู อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เนื้อที่รวม ๑๙๗,๕๐๐ ไร่ ซึ่งปัจจุบันได้แก่ท้องที่ตำบลห้วยจันทร์ ตำบลบักดอง อำเภอขุนหาญ และตำบลละลาย ตำบลรุง ตำบลเสาธงชัยอำเภอกันทรลกษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ โดยประกาศในพระราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๒๑ โดยมีอาณาเขตด้านทิศเหนือติดกับเขตป่าสงวนแห่งชาติ “ป่าเขาพระวิหาร” ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าฝั่งขวาห้วยศาลา และที่ทำกินของราษฎรด้านทิศใต้ติดกับชายแดนประเทศไทย-กัมพูชา ทางด้านทิศตะวันออกติดกับอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหารด้านทิศตะวันตกติดกับเขตรักษษพันธุ์สัตว์ป่าห้วยศาลา
ทุ่งกะบาลกะไบ อยู่ในเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าพนมดงรัก  ท้องที่ตำบลบักดอง อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ โดยมีพื้นที่ด้านทิศใต้ติดกับป่าประเทศกัมพูชาตามแนวเทือกเขาพนมดงรัก
พื้นที่ทุ่งกะบาลกะไบ เป็นที่ราบบนเทือกเขาพนมดงรักลัษณะพื้นที่ประกอบด้วยทุ่งหญ้า พลาญหิน กลุ่มป่าขนาดเล็กในพื้นที่ เนื้อที่ประมาณ 2,000 ไร่ พื้นที่รอบนอกเป็นป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ และป่าเต็งรังที่มีความอุดมสมบูรณ์ ด้านแหล่งน้ำ พืช อาหารสัตว์ ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า  
 เส้นทางการเดินทางออกจากอำเภอขุนหาญ มุ่งหน้าตรงไป ตำบลบักดอง ถึงน้ำตกสำโรงเกียรติ ถัดจากน้ำตกสำโรงเกียรติแล้วจะมีป้ายบอกทาง น้ำตกสามหลัน ระยะทาง 14 กม. , ทุ่งกบาลกะไบ ระยะทาง 16 กม. ยานพาหนะควรเป็นรถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์สภาพดีหน่อย เพราะเส้นทางบางช่วงยังคงเป็นหลุมเป็นบ่อ และมีความลาดชัน ซึ่งผู้ขับขี่ต้องมีความชำนาญและระมัดระวังพอสมควร เพราะอาจเป็นอันตรายได้
 



สถานที่จุดแรกหลังที่เราผ่านจุดตรวจของเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ไปแล้ว ประมาณ 3 กม. จะไปพบกับสภาพผืนป่าทีอุดมสมบุรณ์ไปด้วยพืชพรรณนานาชนิด และน้ำตกที่มีสายน้ำใสสะอาดเยือกเย็น ผสานเสียงการไหลกตกกระทบหินกับเสียงร้องของเหล่าสัตว์ป่า ขานชื่อว่าน้ำตกสามหลั่น







พื้นโดยรอบบริเวณ้ำตกสามหลัน เป็นพื้นที่โล่ง มีทุ่งหญ้าและพลาญหิน สะดวกกับการเดินชมน้ำตก และเหมาะกับการนั่งพักผ่อนหรือรับประทานอาหาร








 
 



เส้นทางจุดต่อไปถัดจากน้ำตกสามหลันประมาณ 3 กม. เป็นหน่วยงานกรมป่าไม้ ซึ่งเป็นผู้ดูแลผืนป่าแห่งนี้และจะคอยอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่เข้าไปทัศนศึกษาธรรมชาติเชิงอนุรักษ์ พี่ๆเจ้าหน้าที่ป่าไม้ใจดีมีความเป็นกันเองพร้อมจะอำนวยความสะดวกทั้งเรื่องข้อมูลและการเดินทาง
 
  

    
ภาพซากวัตถุระเบิดที่เห็นด้านถัดจากนี้ อย่าเพิ่งตกใจนะคับผม... วัตถุเหล่านี้ผู้เขียนขอเรียกว่า "เป็นประติมากรรมแห่งความล้มเหลว"ที่ถูกสร้างขึ้นจากความหลงไหลในอำนาจโดยขาดสติความมีมนุษยธรรม ในยุคสมัย พอล พต เรืองอำนาจ ซึ่งเป็นผู้นำเขมรแดงผู้มีอุดการณ์ต้องการปรับเปลี่ยนชะตาชีวิตและชะตาโลก เมื่อประมาณ 30 กว่าปีก่อน จนกลายเป็นการเกิดโศกนาฏกรรมชีวิตครั้งยิ่งใหญ่ของชาวกัมพูชา ซึ่งผลตอบแทนที่ได้รับกลับมาคือความความพินาศย่อยยับ ที่ยังคงตรึงไว้ด้วยความเศร้าโศรกเสียใจ อาลัยอาวรณ์ของลูกหลานจวบจนปัจจุบัน (ใครอยากรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์เขมรแดงศึกษาเอาเองนะคับผม มีข้อมูลในหนังสือและอินเทอร์เน็ตมากมาย ไม่อยากกล่าวเยอะเดี่ยวก่อเกิดความสะเทือนใจ )






ซากวัตถุระเบิดที่ยังคงหลงเหลืออยู่และที่เจ้าหน้าที่ได้กอบกู้ออกจากพื้นที่แถบบริเวณชายแดนแห่งนี้ ซึ่งเมื่อครั้งที่ชาวเขมรอบพยพเพื่อลี้ภัยมาขออาศัยอยู่ในเขตพื้นที่ชายแดนไทย และอาจยังคงหลงเหลืออยู่บ้างเพราะพื้นที่เป็นป่ารก ยากต่อการตรวจหา ซึ่งหากประชาชนที่เข้าไปเยี่ยมเยือน ก็จะมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลและให้ความสะดวก ในการเยี่ยมชมตามจุดสถานที่ต่างๆ ที่เจ้าหน้าที่ได้เตรียมไว้อย่างปลอดภัยแล้ว




หลังจาการนั้นเจ้าหน้าที่ป่าไม้ก็พาพวกเราเดินทาง ชมและสำรวจพื้นที่พร้อมกับแนะนำ บอกเล่าเรื่องราวท้าวความอีกมากมายให้เราได้ฟังตลอดเส้นทาง ซึ่งจุดที่จะพาเราไปชมต่อไปคือจุดชายแดนไทย-กัมพูชา ฐาน620 ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ของนกรมทหารพรานที่23 ประจำการและดูแลปกป้องอธิปไตยของประเทศไทยอยู่



จ่าวสันต์  สีหาโมกข์ ท่านต้อนรับพวกเราด้วยความเป็นกันเอง พร้อมกับบรรยาเล่ารายละเอียดข้อมูลในเขตพื้นที่ให้เข้าใจ พร้อมกับเล่าท้าวความเรื่องราวความเป็นมาตุั้งแต่ยุคสมัยก่อนจนมาถึงปัจจุบันว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง มีความเปลี่ยนแปลงอย่างไร ...(ใครอยากฟังไปเยี่ยมท่าน จะได้ฟังจากปากท่านเองนะคับ) พร้อมกับนำกล้องส่องทางไกลตัวโปรดมาให้เราได้สอดส่อง ณ จุดชิมวิว ซึ่งสามารถส่องกล้องลงไปยังพื้นที่รอบบริเวณและพื้นที่ของเพื่อนบ้านเพื่อชมวิวทิวทัศน์อย่างไกลเลยทีเดียว








หลังจากชมวิวมุมนี้เสร็จท่านก็พาพวกเราเดินเท้าไปยังสถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก คือ ศาลาประดิษฐาน "พระพุทธรักษานักรบกล้าอีสาน" สร้างขึ้นเมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม พ.ศ.๒๕๓๖ ให้พวกเราได้กราบไหว้สักการะเพื่อเป็นสิริมงคล ซึ่งสถานที่แห่งนี้ท่านก็เล่าให้ฟังคร่าวๆ ว่าเป็นสถานที่ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยกองกำลังทหารไทย เพื่อเป็นที่สัการะบูชา ยึดเหนี่ยวจิตใจ ของเหล่าทหารนักรบกล้าอีสาน ในการปกป้องและรักษาดินแดนอธิปไตยชาติไทยอย่างแข็งกล้า เมื่อครั้งสมัยที่เกิดการสู้รบตามเขตชายแดนไทย-กัมพูชา

















ทริปการเดินทางเพื่อศึกษาธรรมชาติคงต้องขอจบเพียงเท่านี้ก่อน น่าเสียดายที่เวลาเรามีน้อยในการเดินสำรวจและศึกษา เพราะไปถึงสถานที่ประมาณช่วงบ่ายแล้ว และสภาพภูมิอากาสไม่ค่อยอำนวยอันเนื่องจากมีฝนโปรยเม็ดลงมาจากฟากฟ้า เป็นระยะ ...จ่าวสันต์ท่านบอกว่า คราวหน้ามาใหม่ มากางเต้นนอนพักสักคืน ชมดาว ชมจันทร์ ดื่มด่ำบรรยากาศทะเลหมอกยามเช้า เดี่ยวจะพาไปส่องดูวิถีชีวิตสัตว์ป่ายามค่ำคืน.... ถ้ามีโอกาสไปแน่ครับ >> ขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่อำนวยความสะดวกและให้ข้อมูลดีดี ขอบคุณท่านที่มาเยี่ยมชมเว็ปบล็อก คนศรีตระกูล หวังว่าเนื้อหาคงก่อเกิดประโยชน์บ้าง ผิดพลาดประการใด ติชมกันมาได้ น้อมรับเพื่อนำไปปรับปรุงและพัฒนาคับผม...


28 กรกฎาคม 2559

คดีฆาตกรรม น.ส.เพ็ญประภา ทัดสุพรรณ 26ก.ค.59



 




 
       ด้วยการทำงานสืบสวนสอบสอนอย่างหนักของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ปรือใหญ่ ผนวกกับผู้สื่อข่าวจิตอาสาท้องถิ่นหลายท่านที่ช่วยกันกระจายข่าวในโลกโซเชียลอย่างกว้างขวาง จึงทำให้ประชาชนทราบข่าวและเข้าใจชัดเจน และช่วยกันเป็นหูเป็นตาแจ้งเบาะแสที่เกิดประโยชน์กับเจ้าหนาที่ตำรวจ จึงนำไปสู่การมอบตัวและจับกุมใน วันที่ 28 ก.ค.59 ด้วยระยะเวลาอันสั้น
         จากการพูดคุยกับผู้ต้องหาเบื้องต้นพอสรุปสาเหตุคร่าวๆ คือเกิดจากการบันดาลโทสะ ที่ทั้งสองคนมักเกิดเหตุทะเลาะวิวาทกันบ่อยครั้งมีปากเสียงรุนแรงบ้าง ตบตีกันบ้าง ผนวกกับผู้เสียชีวิตเป็นคนเคยเสพยา มักจะขอเงินจากตนเพื่อไปซื้อยามาเสพบ่อยๆ บางคร้งหากไม่ได้ก็ด่าทอตน ด้วยคำหยาบโลนต่างๆนานา หรือด่าถึงโคตรเง่าเหล่ากอ จนทำให้ตนเกิดบันดาลโทสะอย่างขาดสติในครั้งนี้ ...ลำดับขั้นตอนการทำแผนประกอบคำรับสรภาพและรายละเอียดต่างๆจะได้ติดตามและนำเสนออีกต่อไปคับผม

  

26 กรกฎาคม 2559

เกิดเหตุฆาตกรรม ในพื้นที่ตำบลศรีตระกูล



เกิดเหตุฆาตกรรมขึ้น ณ พื้นที่ตำบลศรีตระกูล อ.ขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรกรรมริมคลองอีสานเขียวจุดเชื่อมต่อบ้านเคาะ-บ้านทุ่งชัย-ปรือใหญ่ 
            วันที่ 26ก.ค.2559 เวลาประมาณ 16.00 น. มีชาวบ้านที่สัญจรบนเส้นทางคลองอีสานเขียวได้พบศพหญิงสาวนอนเสียชีวิตลักษณะนอนคว่ำ ในทุ่งนาริมคลองอีสานเขียว และได้เร่งรุดรีบแจ้งผู้นำหมู่บ้าน ทั้งกำนันผู้ช่วย ผู้ใหญ่บ้าน และทีมปกครองท้องที่ทุกหมู่เหล่า ได้ประสานงานไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ปรือใหญ่และ สภ.ขุขันธ์ เพื่อมาตรวจสอบที่เกิดเหตุ
             เบื้องต้นพบศพหญิงสาว ชื่อ น.ส.เพ็ญประภา ทัดสุพรรณ เกิดวันที่ 24 ก.พ. 2540 อายุ 19 ปี
บ้านเลขที่28หมู่ที่ 5 ตำบลสำโรงตาเจ็น อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นผู้เสียชีวิต จากการชันสูตรศพเบื้องต้นของเจ้าหน้าที่พบรอยบาดแผลถูกฟันที่แก้มด้านซ้ายประมาณ 3 แผลเวอะหวะขนาดใหญ่ และด้านหลัง  พบหลักฐานตกอยู่ในที่เกิดเหตุคือปลอกมีดและโทรศัพท์มือถือ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สืบสวนสอบสวนหามูลเหตุคดี จากชาวบ้านในพื้นที่แวดล้อมและใกล้เคียง จึงพอได้ข้อมูลพยานหลักฐานความคืบหน้าและนำไปสู่การจับกุมผู้ที่ก่อเหตุต่อไป ข้อมูลความคืบหน้าจะได้นำเสนออีกต่อไป...

   





จาการชันสูตรศพพบบาดแผลฉกรรจ์ที่แก้มด้านขวาและต้นคอ และอีกหลายแผลตามลำตัว ซึ่งรอยแผลเกิดจากอาวุธมีคมประเภทขวาน






คดีนี้ พ.ต.อ.วีระศักดิ์ วงศ์วานิช ผกก.สภ.ปรือใหญ่ ลงพื้นที่ด้วยตนเองพร้อมกำชับเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดให้ทำงานกันอย่างรอบคอบและเร่งด่วนเพราะเป็นคดีอุกฉกรรณ์ที่สร้างความสะเทือนใจแก่ประชาชนผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก โดยการนำทีมสืบสวนสอบของ ร.ต.อ.สมบัติ ใช้เวลาสืบสวนประมาณ 3 ชั่วโมง โดยอาศัยการวิเคราะห์มูลเหตุรอบด้าน จากพยานบุคคล ก็ได้เบาะแสระบุตัวของผู้ก่อเหตุในช่วงค่ำวันเดียวกัน และได้สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจไปปิดล้อมบ้านผู้ก่อเหตุทันที จากการตรวจค้นปรากฎว่าไม่พบผู้ต้องสงสัยคงพบเพียงข้าวของกระจัดกระจายภายในบ้านและรอยเลือดที่เปราะเปื้อนอยู่บนพื้น โดยที่ผู้ต้องสงสัยไหวตัวทันและหลบหนีไปก่อน 


 วันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ.2559 สภ.ปรือใหญ่ ประกาศจับ นายมี อินญาพงษ์ อายุ 55 ปี เกิดบ้านเลขที่ 39 หมู่ที่4 ต.ศรีตระกูล อ.ขุขันธ์ จ.ศรีสเกษ ผู้ต้องหาคดีฆ่า น.ส.เพ็ญประภา ทัดสุพรรณ เกิดวันที่ 24 ก.พ. 2540 อายุ 19 ปี บ้านเลขที่28หมู่ที่ 5 ตำบลสำโรงตาเจ็น อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งขณะนี้ผู้ต้องหายังคงหลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเป็นบุคคลอันตราย ฝากเตือนประชาชนให้ระมัดระวังและช่วยกันแจ้งเบาะแสหากพบเห็นกรุณาแจ้งมาที่ สภ.ปรือใหญ่ โทร.045630118 ,ด.ต.อุดมพร ในทอง โทร.0810671508, คุณมงคล โคตมา โทร.0810709743 (กต.สภ.ปรือใหญ่), กำนันสนั่น เทาศิริ โทร.0810709043

 



             ด้วยการทำงานสืบสวนสอบสอนอย่างหนักของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ปรือใหญ่ ทั้งการลงพื้นที่ตามหมู่บ้านและกระจายกำลังตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ผนวกกับผู้สื่อข่าวท้องถิ่นและจิตอาสาหลายท่านที่ช่วยกันกระจายข่าวในโลกโซเชียลอย่างกว้างขวาง จึงทำให้ประชาชนทราบข่าวและเข้าใจชัดเจน และช่วยกันเป็นหูเป็นตาแจ้งเบาะแสที่เกิดประโยชน์กับเจ้าหนาที่ตำรวจ จึงนำไปสู่การมอบตัวและจับกุมในวันที่ 28 ก.ค. 2559 ด้วยระยะเวลาอันสั้น



      วันที่ 29 ก.ค. 2559 เวลาประมาณ 08.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงนำตัวผู้ก่อเหตุไปทำแผนเพื่อประกอบคำรับสารภาพ ณ จุดก่อเหตุ ทั้งนี้การทำงานเป็นไปอย่างเงียบและรวดเร็ว เพราะเป็นคดีอุกฉกรรจ์ อาจเกิดความโกลาหลวุ่นวายขึ้นได้



        จากการพูดคุยกับผู้ต้องหาและลงพื้นที่สอบถามจากชาวบ้าน เบื้องต้นพอสรุปสาเหตุคร่าวๆ ตนและผู้ตายอาศัยอยู่กินด้วยกัน สาเหตุเกิดจากการบันดาลโทสะ ที่ทั้งสองคนมักเกิดเหตุทะเลาะวิวาทกันบ่อยครั้งมีปากเสียงรุนแรงบ้าง ตบตีกันบ้าง ผนวกกับผู้ก่อเหตุเป็นคนติดเหล้ามีอาการทางจิต และผู้เสียชีวิตเป็นคนมีอาการทางจิตด้วย เคยเสพยามักจะขอเงินจากตนเพื่อไปซื้อยามาเสพบ่อยๆ บางครั้งหากไม่ได้ก็ด่าทอตน ด้วยคำหยาบโลนต่างๆนานา หรือด่าถึงโคตรเง่าเหล่ากอ จนทำให้ตนเกิดบันดาลโทสะอย่างขาดสติในครั้งนี้  
          บทสรุปจากเหตุการณ์และเรื่องราวเหล่านี้ เกิดจาการขาดสติขาดความรู้ ในการดำเนินชีวิต เกิดจากการหลงผิดตกเป็นทาสของยาเสพติดจึงเป็นต้นเหตุชักนำไปสู่เรื่องราวที่สะเทือนใจในครั้งนี้ เพราะผลที่ได้รับทั้งผู้ก่อเหตุและผู้ถูกกระทำ ต้องได้รับผลกรรมที่แสนสาหัสจากผลกรรมที่ตนหลงผิด ฉะนั้นมนุษย์ผู้ประเสริฐจึงควรดำเนินชีวิตอย่างมีสติประกอบสัมมาชีพมีเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน โลกเราก็จะอยู่อย่างสันติและสงบสุข...